ABC Travel

ข้อมูลการท่องเที่ยว » ข้อมูลการท่องเที่ยวประเทศอเมริกา

  • {lang: 'th'}

    อเมริกา America

    อเมริกา (America) หรือ สหรัฐอเมริกา (United States of America) เป็นสหพันธรัฐประชาธิปไตย ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ ประกอบไปด้วยรัฐ 50 รัฐ ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ มีพรมแดนต่อกับประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ส่วนพรมแดนทางทะเลนั้นติดต่อกับประเทศแคนาดา รัสเซียและบาฮามาส โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลแบริง มหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรแอตแลนติก อ่าวเม็กซิโก และทะเลแคริบเบียนเป็นผืนน้ำล้อมรอบ

    สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของโลก และเป็นอภิมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของโลกในยุคปัจจุบันทั้งในด้านการทหารและ เศรษฐกิจซึ่งรวมไปถึงในด้าน วิทยาศาสตร์ การศึกษา การกีฬา และบันเทิง

    สหรัฐอเมริกา นอกจากจะรู้จักในชื่อเต็มแล้ว ชาวอเมริกันเองรวมถึงผู้ที่มาจากประเทศอื่น ๆ ยังเรียกสหรัฐอเมริกาในหลายรูปแบบ ได้แก่ สหรัฐฯ (United States) , ยูเอส (U.S.) , ยูเอสเอ (USA) , เดอะสเตตส์ (the States) และอเมริกา (America) สำหรับคนไทยแล้ว นิยมเรียกสหรัฐอเมริกาสั้น ๆ ว่าสหรัฐฯ, อเมริกา จนไปถึงรูปแบบที่สั้นมาก ๆ คือ “มะกัน” และเรียกสหรัฐอเมริกาในเชิงฉายาว่าเป็น “ลุงแซม” รวมถึงเรียกสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงิน และการทหารยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันในทางเสียดสีว่าเป็น “เจ้าโลก” หรือ “จ้าวโลก” อีกด้วย

    United States of America (ประเทศสหรัฐอเมริกา) มีเนื้อที่รวมกันประมาณ 378,695 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 18 เท่า มีประชากรประมาณ 300 ล้านคน (ค.ศ. 2007)
    นับเป็นประเทศที่มีความหลากหลายในเรื่องของภูมิประเทศ ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ทะเลทราย ภูเขา ที่ราบสูง และที่ลุ่ม สหรัฐอเมริกามีผืนแผ่นดินใหญ่เพราะมีพื้นที่ของรัฐติดต่อกันถึง 48 รัฐ โดยมีรัฐอลาสก้า อยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนนาดา และรัฐฮาวาย ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ห่างจากแผ่นดินใหญ่ถึง 3200 กิโลเมตรโดยประมาณ จากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ทิศเหนือติดกับประเทศแคนนาดา ทิศใต้ติดกับประเทศแม็กซิโกและอ่าวแม็กซิโก ทิศตะวันออกติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค ทิศตะวันตกจรดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค

    การปกครอง
    เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศกว้างขวางมาก จึงทำให้ภูมิอากาศแตกต่างกันด้วย ดังนั้นรัฐต่างๆ เหล่านี้จึงถูก แบ่งเป็น 7 เขตดังนี้
    Northwest States : Washington, Oregon, Idaho

    Southwest States : California, Nevada, Utah, Arizona

    North Central States : Montana, Wyoming, Colorado, North Dakota, South Dakota, Nebraska, Kansas, Minnesota, Iowa, Missouri

    South Central States : New Mexico, Oklahoma, Arkansas, Texas, Louisiana

    Midwest States : Wisconsin, Illinois, Michigan, Indiana, Ohio, Kentucky

    Northeast States : New Hampshire, Vermont, New York, Pennsylvania, West Virginia, Virginia, Maine, Massachusetts, Rhode Island, Connecticut, New Jersey, Delaware, Maryland, District of Columbia

    Southeast States : Tennessee, North Carolina, South Carolina, Mississippi, Alabama, Georgia, Florida

    ลุงแซมสหรัฐอเมริกา นอกจากจะรู้จักในชื่อเต็มแล้ว ชาวอเมริกันเองรวมถึงผู้ที่มาจากประเทศอื่น ๆ ยังเรียกสหรัฐอเมริกาใน หลายรูปแบบ ได้แก่ สหรัฐฯ (United States), ยูเอส (U.S.), ยูเอสเอ (USA), เดอะสเตตส์ (the States) และอเมริกา (America) สำหรับคนไทยแล้ว นิยมเรียกสหรัฐอเมริกาสั้น ๆ ว่าสหรัฐฯ, อเมริกา จนไปถึงรูปแบบที่สั้นมาก ๆ คือ “มะกัน” และเรียกสหรัฐอเมริกาในเชิงฉายาว่าเป็น “ลุงแซม” รวมถึงเรียกสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงิน และการทหารยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันในทางเสียดสีว่าเป็น “เจ้าโลก” หรือ “จ้าวโลก” อีกด้วย ส่วนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการนั้น ในหนังสือภาษาไทยยุคก่อน พ.ศ. 2500 เรียกชื่อของสหรัฐอเมริกาว่า “สหปาลีรัฐอเมริกา”เขียนว่า “Estados Unidos da América” เนื่องจากภาษาตะวันตกที่ราชการไทยในเวลานั้นรู้จักดีคือภาษาโปรตุเกส ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนในสนธิสัญญาฉบับนั้นด้วยว่าเนื้อหาในสนธิสัญญาเขียนเป็น 4 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาโปรตุเกส ลุงแซม (Uncle Sam) เป็นชื่อที่เรียกเริ่มต้นในสงครามกลางเมืองในช่วง พ.ศ. 2355 เกิดขึ้นจากที่ผลิตภัณฑ์เนื้อที่ส่งเข้าค่ายทหารอเมริกัน ประทับตราว่า U.S. ซึ่งเป็นชื่อย่อของ ลุงแซมูเอล วิลสัน (Uncle Samuel) ซึ่งเป็นชื่อล้อเลียนกับชื่อ U.S. ของ United States

    ประชากร

    ประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับการขนานนามว่า “Melting Pot” หมายถึงแหล่งรวมของประชากรที่มาจากหลากหลายวัฒนธรรมที่หล่อหลอมรวมกัน ชนพื้นเมืองดั้งเดิมคืออินเดียนแดง หลังจากนั้นชาวอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เดินทางอพยพเข้ามาเพื่อแสวงหาโอกาส ปัจจุบันประเทศสหรัฐอเมริกามีประชากรขาวผิวขาวประมาณกว่า 75 % นอกจากนี้ยังมีชาวผิวดำที่ถูกนำมาจากทวีปอาฟริกาในฐานะทาส แต่เดิมคนดำจะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ปัจจุบันอาศัยกระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ เช่น Washington D.C., Chicago โดยเฉพาะ New York ส่วนชาว Hispanic หรือพวกเชื้อสายสเปนซึ่งมีอยู่ประมาณ 13 % ยังมีชาวเอเชียหรือพวกเชื้อสายแถบหมู่เกาะแปซิฟิคประมาณ 4% รวมทั้งชนเชื้อสายญี่ปุ่นมากกว่า 1 ใน 3 อาศัยอยู่ใน Hawaii

    สภาพภูมิอากาศ

    สหรัฐอเมริกามี 4 ฤดูกาล คือ

    • ฤดูร้อน เดือนมิถุนายน – สิงหาคม อากาศร้อนคล้ายเมืองไทย แต่ถ้ามีลมพัด ลมจะเย็นสบายกว่า
    • ฤดูใบไม้ร่วง เดือนกันยายน – พฤศจิกายน อากาศจะเริ่มเย็น เพราะจะเข้าฤดูหนาว ฤดูนี้เหมาะแก่การไปท่องเที่ยวมากที่สุด
    • ฤดูหนาว เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ อากาศหนาวมาก อุณหภูมิตั้งแต่ – 30 ํC ถึง10 ํC
    • ฤดูใบไม้ผลิ เดือนมีนาคม – พฤษภาคม อากาศอบอุ่น

    เมืองทางแถบตะวันออก ของประเทศอากาศในช่วงฤดูหนาว และฤดูร้อนจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ส่วนทางด้านชายฝั่งตะวันตกค่อนข้างจะมีฝนตกบ่อย มีหิมะตกพอสมควร ปริมาณแสงแดดก็มีไม่มากนัก ทางตอนกลางของประเทศมีหิมะตกพอสมควรถึงหนักมาก แสงแดดค่อนข้างมาก

    หมายเหตุ : ในฤดูใบไม้ร่างจะมีการหมุนเข็มนาฬิกา ให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และในฤดูใบไม้ผลิ จะหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์แรก ของเดือนเมษายน

    การขอวีซ่า

    • วีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว

    เวลา
    ด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างมาก จึงมีการแบ่งความแตกต่างของเวลาตามเส้นแบ่งของโลก เป็น 4 เขตเวลา (Time Zone) คือ

    • Eastern Time Zone (EST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง
    • Central Time Zone (CST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 13 ชั่วโมง
    • Mountain Time Zone (MST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง
    • Pacific Time zone (PST) จะมีเวลาช้ากว่าในประเทศไทยเท่ากับ 15 ชั่วโมง

    ในแต่ละ Time Zone จะมีเวลาแตกต่างกัน 1 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่น เวลาใน Eastern โซน เป็นเวลาบ่าย 4 โมงเย็น เวลาในเขต Central โซนจะเป็นบ่าย 3 โมงเย็น ในเขต Mountain โซนเป็นเวลาบ่าย 2 โมง และเวลาในเขต Pacific โซนจะเป็นเวลาบ่าย โมงตรง เวลาต่างจากไทย : ฝั่งตะวันออก 12 ชั่วโมง ฝั่งตะวันตก 15 ชั่วโมง

    ภาษา
    ภาษาที่ใช้เป็นภาษาทางราชการคือ ภาษาอังกฤษ

    เงินตรา
    ดอลลาร์สหรัฐ (United States Dollar) เป็นสกุลเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และยังใช้เป็นสกุลเงินสำรองในหลายประเทศทั่วโลก รหัสสากลคือ ISO 4217 ใช้ตัวย่อว่า USD และสัญลักษณ์ $ โดย 1 ดอลลาร์สหรัฐมีค่าเท่ากับ 100 เซนต์ (cents)

    ชื่อเล่นที่ชาวสหรัฐเรียก 1 เซนต์ ว่า “เพนนี” (penny), 5 เซนต์ ว่า “นิกเกิล” (nickel), 10 เซนต์ ว่า “ไดม์” (dime), 25 เซนต์ ว่า “ควอเตอร์” (quarter), 1 ดอลลาร์สหรัฐ ($1) ว่า “บั๊ก” (buck) และเรียก หนึ่งพันดอลลาร์สหรัฐ ($1000) ว่า แกรนด์ (grand)

    อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 29 กันยายน 2553 อยู่ที่ประมาณ 31 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

    ระบบไฟฟ้า

    สหรัฐอเมริกามีระบบไฟฟ้าแบบ 115 Volts, 60 Cycles ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย หากนักท่องเที่ยวต้องการนำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยไปก็จำเป็นต้องหาซื้อ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Adapter) ไปด้วย

    ตัวอย่างปลั๊กไฟในสหรัฐอเมริกา

    ฟิลม์และกล้องถ่ายรูป
    ควรเตรียมไปให้เพียงพอโดยเฉพาะฟิล์มเพราะที่ต่างประเทศราคาจะสูงมากโดยเฉพาะ ตามสถานที่ท่องเที่ยว และควรเตรียมถ่านใส่กล้องถ่ายรูปไปด้วยเพราะอากาศเย็นถ่านจะเสื่อมสภาพเร็ว

    การใช้โทรศัพท์
    ในสหรัฐอเมริกามีบริการโทรศัพท์สาธารณะอยู่ทั่วไปทั้งแบบหยอดเหรียญ ใช้บัตรโทรศัพท์ รวมถึงบัตรเครดิต ซึ่งถือได้ว่ามีความสะดวกสบายอย่างมาก นอกจากนี้นักศึกษายังสามารถขอติดตั้งโทรศัพท์ภายในที่พักของตนเองได้อีกด้วย ซึ่งมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากเนื่องจากเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจัดให้แก่ประชาชน โดยมีองค์กรซึ่งให้บริการอยู่ 2 ประเภท คือ องค์การโทรศัพท์ท้องถิ่น และองค์การโทรศัพท์ทางไกล

    • การโทรศัพท์จากประเทศไทยไปสหรัฐอเมริกาก็สามารถทำได้โดยกด 001 + 1 (รหัสประเทศสหรัฐอเมริกา) + area code + หมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง
    • การโทรศัพท์จากสหรัฐอเมริกากลับมาประเทศไทยทำได้โดยกด 011 + 66 (รหัสประเทศไทย) + 2 (รหัสกรุงเทพ) +หมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง

    สำหรับ ค่าบริการทางบริษัทที่นักศึกษาเลือกใช้บริการจะส่งใบแจ้งหนี้ให้แก่นักศึกษา เป็นรายเดือน ซึ่งในใบแจ้งหนี้จะแจ้งให้ทราบถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น ค่าบริการขั้นพื้นฐาน ค่าโทรศัพท์ภายในท้องถิ่น ค่าโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งนักศึกษาสามารถชำระค่าบริการได้ที่ทำการโทรศัพท์ หรือสั่งจ่ายเป็นเช็คแล้วส่งไปทางไปรษณีย์ นอกจากนี้ยังมีบริการโทรศัพท์ทางไกลผ่านทางอินเตอร์เน็ทซึ่งมีอัตราค่า บริการค่อนข้างถูก และเป็นที่นิยมอย่างมากอีกด้วย โดยอัตราค่าบริการจะขึ้นอยู่กับประเทศที่เราต้องการจะโทรไป แต่มีข้อเสีย คือ ผู้ที่ต้องการใช้บริการในรูปแบบนี้จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ต่างๆ ครบ ซึ่งก็คือ คอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ทได้ และHead Phone นอกจากนี้คุณภาพของเสียงก็จะเปลี่ยนไปตามประสิทธิภาพของอินเตอร์เน็ทอีกด้วย

    การให้ทิป
    การให้ทิปในต่างประเทศ ถือเป็นเรื่องสำคัญ และมารยาทของนักท่องเที่ยวควรให้ทิปสำหรับคนที่ให้บริการท่าน อาทิคนขับรถ / ไกด์ท้องถิ่น ที่คอยอำนวยความสะดวกให้แก่ท่านระหว่างการเดินทางประเทศสหรัฐอเมริกามีธรรมเนียมการให้ทิป ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในการใช้บริการต่างๆ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ส่วนมากคิดจาก 15% ของบิลนั้น (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ)

    อาหารการกิน
    แฮมเบอร์เกอร์ การใช้ขนมปังขนมปังทรงกลม (Bun) หรือแซนด์วิชที่ใส่สติ๊ดแฮมเบิกและส่วนปรุงรสและส่วนประกอบอื่น ๆ (เช่นซอสมะเขือเทศ มัสตาร์ด มายองเนส ผักแก้วสลัด มะเขือเทศ หัวหอมฝรั่ง ผักชวนชิม แตงกวาดองเค็ม ชีสแห้ง ฯลฯ) ไว้ในขนมปังสองแผ่น เฟรนฟรายด์ มันฝรั่งตัดเป็นชิ้นยาว ๆ และทอดด้วยน้ำมัน กลายเป็นอาหารชนิดหนึ่ง เป็นฟลาสฟุ๊ตประจำชนิดหนึ่ง นิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป นอกนั้นอุตสาหกรรมผลิตมันฝรั่งทอด ซึ่งใช้มันฝรั่งบดเป็นผงและอัดแผ่นทอดน้ำมันอีกที สเต็ก เสต็ก เนื้อเป็นก้อน ๆ เป็นอาหารฝรั่งที่พบบ่อย วิธีปรุงก็คือเจียนและบาร์บีคิวเป็นหลัก สเต็กมักจะไม่คุกสุกเต็มที่ ความสุกที่คุกเป็นไปตามควมาชอบของแต่ละคน มัฟฟิน เป็น scones ชนิดหนึ่งที่มาจากประเทศเบลเยี่ยม ใช้เตาอบ waffle iron อบออกมา โดยแผ่น waffle iron ชั้นบนกับชั้นล่างมีกรอกโม แล้วแทแป้งเปียกเข้าไปอัดและอบจนแห้ง สามารถปรุงด้วยแจมรสชนิดต่าง ๆ

    รายการช้อปปิ้ง

    ร้าน ค้าโดยทั่วไปจะเปิดให้บริการในวันจันทร์ – วันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 หรือ 10.00 จนถึง 21.00 น. ในบางเมืองจะมีการเปิดให้บริการในวันอาทิตย์ด้วย ยกเว้นในวันเทศกาลสำคัญ เช่น Christmas หรือ Easter ที่ห้างร้านจะปิดบริการ ส่วนห้าง Wal-Mart เปิด 24 ชั่วโมงทุกวัน เวลาซื้อสินค้าจะต้องเสียภาษีรวมไปกับราคาสินค้า ซึ่งอัตราภาษีในแต่ละรัฐไม่เท่ากัน เช่น สินค้าติดป้ายบอกราคา $20 เวลาจ่ายเงินจะต้องจ่าย $27 กรณีที่รัฐนั้นคิดภาษี 7%

    สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ

    • น้ำตกไนแองการ่า
    • ตึกเอ็มไพร์สเตต (Empire State)
    • อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ
    • วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์
    • ออลันโด
    • อุทยานแห่งชาติโยเซมิตี (Yosemite National Park)
    • สะพานโกลเดนเกต (Golden Gate Bridge)
    • เขื่อนฮูเวอร์
    • แกรนด์แคนยอน
    • ลาสเวกัส
    • ฮอนโนลูลู

    เทศกาลสำคัญ

    • เทศกาลปีใหม่ วันที่ 1 มกราคมเป็นวันขึ้นปีใหม่ เริ่มตั้งแต่เที่ยงคืนในวันส่งท้ายปีเก่า ถึงเวลาแล้วชาวอเมริกามีการนัดเจอกันเพือฉลองปีใหม่ อวยพรให้มีความสุขและเจริญเก้าหน้าซึ่งกันและกันในปีใหม่ที่มาถึงนี้
    • เทศกาลอีสเตอร์ ปกติแล้วเป็นวันอาทิตย์วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ แต่ละปีก็จะไม่เหมือนกัน เป็นวันที่ชาวคริสเฉลิมฉลองการคืนชีพของพระเยซูคริสต์
    • วันคริสต์มาส ในวันที่ 25 ธันวาคมเป็นเทศกาลสำคัญอีกวันหนึ่งของชาวคริสต์ เพื่อรำละลึกถึงวันเกิดของพระเยซู สำหรับชาวอเมริกาที่ไม่ได้นับถือศาสนาคริสต์ แต่การตกแต่งบ้านด้วยหลอดไฟ และซื้อต้นคริสต์ม๊าส ส่งของขวัญและบัตรอวยพรได้กลายเป็นประเพณี

    สถานที่ท่องเที่ยว

    น้ำตกไนแองการ่า

    สถานที่ตั้ง บริเวณทะเลสาบทั้ง 5 ระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกา และ ประเทศแคนาดา

    น้ำตกไนแองการ่าแหล่งท่องเที่ยวที่ลือลั่นสนั่นโลก และเป็นแหล่งที่ทำเงินให้กับแคนาดาและสหรัฐอเมริกาปีหนึ่ง ๆ นับจำนวนมหาศาล เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่เคยที่จะร้างห่างลาผู้คน ไม่ว่าจะเป็นฤดูหนึ่งฤดูใดก็ตาม  ภาพของน้ำตกไนแองการ่าที่ไหลลงสู่ทะเลสาบออนตาริโอ เป็นผืนน้ำขนาดใหญ่ที่ดูเป็นแอ่งนิ่งและสงบอยู่ในแผ่นดินทางสหรัฐอเมริกา แต่ถัดมาที่มีลักษณะเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่กลับเป็นภาพของ กระแสน้ำที่หลั่งทะลักลงจากหน้าผาสูงเป็นแนวกว้าง กระโจนลงสู่พื้นเบื้องล่าง และเพราะแรงกระทบที่ตกลงไป ส่งผลให้เกิดละอองกระเซ็นสาดไปทั่วบริเวณ เมื่อกระทบกับแสงแดดที่สาดเข้าใส่ละอองเหล่านั้นจะปรากฏเป็นภาพของรุ้งกินน้ำ ประดับบริเวณน้ำตกอยู่ตลอดเวลา ส่วนความมหึมาของน้ำตกตรงจุดนี้เขาเรียกกันว่า “แคนาเดี่ยนฟอลส์” ส่วนบริเวณชั้นของน้ำตกส่วนล่างลงมา ซึ่งก็เป็นบริเวณที่เป็นชั้นน้ำตก ตกลงไปกระทบพื้นล่าง เป็นระดับแนวยาวขนานกันกับชั้นบนมามีชื่อเรียกว่า “อเมริกัน  ฟอลส์”

    สะพานโกลเดนเกต

    สถานที่ตั้ง เมืองซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

    สะพานโกลเดนเกต เป็นสะพานแขวนที่มีความยาวมากที่สุดในโลก ทอดข้ามอ่าวทางตอนเหนือ ของเมืองซานฟรานซิสโก สร้างเป็นแบบโครงแขวน ตัวสะพานแขวนประกอบด้วยหอคอยเหล็กสองข้างข้างละ 215 เมตร ( 746 ฟุต) ใช้ ลวดเคเบิลที่โยงทอดเป็นตัวดึงน้ำหนักสะพานมีขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 36 นิ้ว ข้างละ 2 เส้น รวม 4 เส้น ยาว 107,000 ไมล์ และยังมีเส้นลวดเล็ก ยึดสายโยงอีกรวม 27,572 เส้น มีช่วงกลางระหว่างตอม่อยาว 1.26 กิโลเมตร ส่วนริม 2 ฟาก ยาวข้างละ 34 เมตรสิรวมยาวทั้งหมดประมาณ 7 กิโลเมตรทมีส่วนกว้าง 27 เมตรธิเป็นสะพานแบบสะพานแขวนขนาดใหญ่ และยาวมากที่สุดสะพานแรกในยุคนั้น จนเป็นที่น่ามหัศจรรย์ของผู้ผ่านไปมาชัและพบเห็นยิ่งนัก ยและเป็นแบบอย่างในการออกแบบสร้างสะพานแขวนแบบใหญ่และยาวมากขึ้นไปอีกในโอกาสต่อๆมา

    ตึกเอ็มไพร์สเตต

    สถานที่ตั้ง บนเกาะแมนฮัตตัน เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา

    ตึกเอ็มไพร์สเตต ใช้อิฐในการสร้าง 10 ล้านก้อน สูง 375 เมตร และลึกลงไปใต้ดิน จากระดับถนนอีก 10 เมตร แบ่งเป็น 102 ชั้น บนยอดสุดมีโดมสูงขึ้นไปอีก 60 เมตรจากชั้นล่างถึงชั้นที่ 86 มีโครงเหล็กเสริมอย่างดี ชนิดไม่ขึ้นสนิม คิดเป็นน้ำหนัก 730 ตัน มีหน้าต่างทั้งหมด 6,500 บาน จุคนได้ 80,000 กว่าคน รับประกัน 6,000 ปี มีบริษัทใช้เป็น ที่เปิดทำการ 600 กว่าบริษัท ใช้ลิฟท์ขึ้นลง 65 เครื่อง เริ่มสร้างเมื่อ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) สร้างเสร็จเมื่อ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937)

    เขื่อนยักษ์ฮูเวอร์
    สถานที่ตั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกา

    เขื่อนฮูเวอร์ หรือ ทำนบโบลเดอร์ เป็นเขื่อนที่สร้างขึ้นเพื่อกั้นแม่น้ำโคโลราโดไว้ตลอดปี เพื่อป้องกันอุทกภัยในฤดูหนาว เพื่อการชลประทานในเขตนั้น สงวนพันธ์ปลา และเพื่อผลิตพลังไฟฟ้าอีกด้วย
    ตัวเขื่อนฮูเวอร์ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กยาว ตัวทำนบสูง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันทำนบข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีต เฉพาะสร้างตัวทำนบ 3,250,000 ลูกบาศก์หลา และส่วนอื่น ๆ อีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จากน้ำตก 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้า 1,835,000 กิโลวัตต์ เมื่อจะก่อสร้าง ใช้เวลาสำรวจถึง 20 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2447-2467 (ค.ศ. 1904-1924) เริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 (ค.ศ.1929) เสร็จเมื่อ 1 มีนาคม พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) เมื่อปิดกั้นเขื่อนเต็มที่แล้ว เหนือเขื่อนขึ้นไปเกิดเป็นทะเลสาบยาวตามตามลำแม่น้ำถึง 115 ไมล์ มีบริเวณทั้งหมด 225 ตารางไมล์ เรียกชื่อทะเลสาบนี้ว่า ทะเลสาบมี๊ด ตามชื่อของมิสเตอร์มี๊ด อธิบดีกรมการฟื้นฟูที่ดินของ สหรัฐอเมริกาสมัยนั้น และเขื่อนฮูเวอร์ ก็ตั้งชื่อตามนามของ ประธานาธิบดีฮูเวอร์ ผู้ลงนามใน พ.ร.บ. โบลเดอร์ แคนยอน ให้สร้างเขื่อนนี้ได้ ความจริงเขื่อนที่มีขนาดใหญ่โตกว่าเขื่อนฮูเวอร์ก็มีอยู่แต่โดยทั่วไปยกย่อง ให้เขื่อนฮูเวอร์เป็นสิ่งก่อสร้าง อันน่ามหัศจรรย์ชิ้นแรกที่เอาชนะธรรมชาติอันร้ายแรงของน้ำท่วม และการกักเก็บน้ำให้เกิดเป็นทะเลสาบขึ้นมาได้ ซึ่งไม่เคยมีใครสร้างสำเร็จใหญ่โตมหึมาเช่นนี้มาก่อน

    อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ

    สถานที่ตั้ง นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

    อนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ หรือ รูปสแตทิวออฟลิเบอร์ตี้ เป็นอนุสาวรีย์ที่เป็นสัญลักษณ์ “เสรีภาพ” ของคนอเมริกัน เป็นรูปสตรียืนสูงเด่นอยู่บนแท่นทรงสี่เหลี่ยมสูงที่ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 3 ชั้นรองรับกลมกลืนอย่างดี ลดหลั่นกันลงไปอยู่เบื้องล่าง ตัวเทพีสูง 152 ฟุต แขนแต่ละข้างยาว 42 ฟุต นิ้วชี้ยาว 8 ฟุต เล็บนิ้วยาว 10-13 นิ้ว ยืนอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง 150 ฟุต ส่วนที่เป็นลำตัวทำด้วยทองแดงสีเขียวเทอร์คอยส์ ห่มผ้าครุยกรอมเท้า ที่ศรีษะสวมมงกุฏเป็นรัศมีเจ็ดแฉก มือขวาถือโคมไฟชูสูงขึ้นสุดแขน มือซ้ายประคองหนังสือที่ปกเขียนว่า “4 กรกฏาคม 1776″ อันเป็นวันประกาศอิสรภาพของอเมริกา ไม่ขึ้นต่ออังกฤษอีกต่อไปและถือเป็นวันชาติอเมริกันมาจนทุกวันนี้ ด้านในตัวเทพีโปร่งเป็นโครงเหล็กที่ออกแบบและคำนวณโดยนายกุสตาฟไอเฟล วิศวกรชื่อดัง (ผู้สร้างหอไอเฟล) โดยแยกเป็นชิ้นส่วนบรรจุในลังทั้งหมดถึง 214 ลัง เมื่อนำมาต่อเป็นรูปร่างแล้วสูงถึง 302 ฟุต (วัดจากปลายคบไฟถึงปลายเท้า) ใช้แผ่นโลหะทองแดงในการหล่อ 32 ตัน รมสีเขียวทั้งตัวเทพี ด้านบนส่วนคบไฟติดตั้งระบบแสงไฟฟ้าสีเขียว 13,250 วัตต์ มีบันไดเวียนให้ผู้เข้าชมขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์บนส่วนที่เป็นมงกุฎของเทพี สิ้นค่าใช้จ่าย 700,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000,000 บาท ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ขนาดเนื้อที่แค่ 12 เอเคอร์ (ราว ๆ 30 ไร่) ทำทางเดินขนาดใหญ่เข้าสู่ทางด้านหลังของอนุสาวรีย์ แล้วมีทางเดินรอบเลาะริมน้ำให้ชมได้ทุกมุมนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ถึงมงกุฏ หรือ ขึ้นถึงแค่ฐานสี่เหลี่ยมต่ำกว่าเท้าขององค์อนุสาวรีย์

    แกรนด์แคนยอน
    สถานที่ตั้ง มลรัฐอะริโซนา ประเทศ สหรัฐอเมริกา

    แกรนด์แคนยอนถือเป็นความมหัศจรรย์ ทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งของโลกถูกจัดให้เป็นหนึ่งในอนุรักษ์สถาน ของโลกโดยตามสภาพภูมิศาสตร์และการลงมติของสหประชาชาติ สำรวจพบสถานที่แห่งนี้ เมื่อปี ค.ศ.1776 ปีเดียวกับที่อเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ แต่เพิ่งมารู้ว่ามีแม่น้ำโคโรลาโดไหลผ่านในปี ค.ศ1857 แม่น้ำโคโลราโด ไหลจากทิศเหนือไปใต้สู่ทะเลสาบมี๊ด ระยะทางประมาณ 200 ไมล์ Grand Canyon ถูกจัด ให้เป็นวนอุทยานแห่งชาติของสหรัฐ แกรนอ์แคนยอนเกิดขึ้นโดยอิทธิพลของแม่น้ำโคโลราโด ไหลผ่านที่ราบสูงทำให้เกิดการสึกกร่อน พังทะลายของหินเป็นเวลา 225 ล้านปีมาแล้ว เดิมทีแม่น้ำโคโลราโดมีสภาพเป็นลำธารเล็กๆที่ไหลคดเคี้ยวไป ตามที่ราบกว้างใหญ่ที่อยู่ ระดับเดียวกับน้ำทะเล ต่อมาพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น อันเนื่องมาจากแรงดันและ ความร้อนอันมหาศาลภายใต้พื้น โลกที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูป และกลายเป็นแนวเทือกเขากว้างใหญ่ การยกตัว ของแผ่นดินทำให้ทางที่ลำธาร ไหลผ่านลาดชันขึ้นและทำให้น้ำไหลแรงมากขึ้น พัดเอาทรายและตะกอนไปตาม น้ำเกิดการกัดเซาะลึกลงไปทีละน้อยในเปลือกโลก วัดจากขอบลงไปก้นหุบเหวกว่า 1 ไมล์ ( ประมาณ 1,600 เมตร ) และอาจลึกว่าสองเท่า ของความหนาของเปลือกโลก ก่อให้เกิดหินแกรนิต หินชั้นแบบต่าง ๆ พื้นดินที่เป็น หินทรายถูกน้ำ และลมกัดเซาะ จนเป็นร่องลึกสลับซับซ้อนนานนับล้านปี เป็นแคนยอนงดงามน่าพิศวงเนื่อง จากผลของดินฟ้าอากาศ ความร้อนเย็นซึ่งมีอิทธิพลรอบด้าน ทางตะวันตกของแม่น้ำโคโลราโด มีลักษณะคดเคี้ยวไปมาน่าสับสนและเป็นที่ตั้งส่วนหนึ่ง ของแกรนด์แคนยอนด้วย โดยยาวถึง 150-200 ไมล์ บริเวณนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ มากที่สุดจุดหนึ่ง ซึ่งก็คงเป็นเพราะทัศนียภาพที่แปลกตาของความลึกของหุบเขาและลักษณะของ แม่น้ำที่มีรูปร่างทรงกรวยและไหลเป็นหลั่น ๆ ชั้นลงไปโดยเกิดจากลาวาที่ทับถมจากภูเขาไฟเมื่อหลาย ล้านปีก่อนนั่นเอง บริเวณหน้าผาของแกรนด์ แคนยอน แม่น้ำโคโลราโดได้เดินทางมาบรรจบ กับแม่น้ำ”เวอร์จิน” ซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลสาบ “มี๊ด” ด้วยจุดนี้ ไม่เพียงแต่เป็นจุดสิ้นสุดของ
    แกรนด์ แคนยอนเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดสำคัญทางธรณีวิทยาแห่งหนึ่ง อย่างดีทั้งนี้เพราะสภาพบรรยากาศที่แปลกแตกต่างจากที่อื่นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบ กับที่ราบสูงโคโลราโดทางตะวันออก 2 จุดนี้เป็นจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นในด้านของโครงสร้าง ภูมิศาสตร์ หรือประวัติศาสตร์ ในทางใต้ของแม่น้ำสายนี้ จะเป็นทางลาดลงไปกว่า 3,000 ฟุต โดยเกิดจากดินทรายที่พัดพ ามาจากที่สูงแถบนี้เป็นที่ตั้งของที่ราบสูง “ตอนใต้” และห่างออกไป 70 ไมล์ก็เป็นที่ตั้งของช่องแคบ “อินเนอร์ กอร์จ”ที่เป็นรูปตัว “วี” แคบ ๆ และกว้าง 300 ฟุตนอกจากนี้สีสรรของสายน้ำก็ยังเปลี่ยนแปลงไปด้วย บางวันก็เป็นสีน้ำตาล บางวันก็เป็นสีเขียว ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนของตะกอนที่พัดพามาแต่ละวัน นอกจากนั้น ในบริเวณซอกหลืบของหุบเขาน้อยใหญ่ยังมีการค้นพบร่องรอยอารยธรรม ของชาวอินเดียน แดงโบราณ ซึ่งยังมีลูกหลานดำรงชีวิตแบบดั้งเดิม และบางส่วนก็ยังคงอยู่ที่ แกรนด์แคนยอน จนถึงทุกวันนี้ เช่น อินเดียนแดงเผ่า Hopis, Havasupais, Navajos, Hualapais, Paiutes, Pueblos เป็นต้น ทุก ๆ ปีจะมีคนไปชมความมหัศจรรย์ของแกรนด์แคนยอนไม่ต่ำกว่าสองล้านคน

    วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์
    สถานที่ตั้ง รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

    วอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่ ออร์ลันโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็น สวนสนุกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ถึง 30,000 เอเคอร์ ใช้งบประมาณพัฒนาถึง 400 ล้านดอลลาร์ ได้ต้อนรับคนรักสนุกครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1971 เวลาเปิดปิดสวนสนุก ชึ้นกับฤดูกาล เมื่อเข้าไปข้างในจะพบ ปราสาทเทพนิยายที่ตั้ง เด่นเป็นสัญลักษณ์ ดินแดนต่างๆ ตั้งแต่แอดเวนเจอร์แลนด์ ผจญภัยกับโจรสลัดแคริบเบียน ล่องเรือท่องป่าซาฟารี เครื่องเล่นสแปสชเมาเท่น รถไฟด่วนบิ๊กธันเดอร์ที่ฟรอนต์เทียร์แลนด์ สมอลล์เวิลด์อลิซในดินแดนมหัศจรรย์ ดัมโบ้ช้างบิน เงือกน้อยแจกลายเซ็นที่แฟนตาซีแลนด์ และ ดินแดนแห่งอนาคตที่ทูมอโรว์แลนด์ แต่สวนสนุกที่ที่มีคนไปมากที่สุดในโลก คือ โตเกียวดิสนีย์แลนด์ ด้วยสถิตินักท่องเที่ยวมากถึง 17.80 ล้าน คนต่อปี มีพื้นที่เพียง 114.2 เอเคอร์เท่านั้น

    เรื่องนี้ถูกเปิดอ่าน: 6,732 ครั้ง

    1 ดาว2 ดาว3 ดาว4 ดาว5 ดาว
    Loading ... Loading ...

ค้นหา

หน้า

Who's Online

  • 10 ผู้เข้าชมออนไลน์ขณะนี้
    6 ไม่ใช่สมาชิก, 4 บอท, 0 สมาชิก

ข้อควรรู้ก่อนเดินทาง

การขอวีซ่า

ประกันการเดินทาง

อัตราแลกเปลี่ยน

พยากรณ์อากาศ

ดัชนีหุ้นต่างประเทศ

สถิติเว็บไซต์

4]vCnjגj|1]ۏtcnzެ Zrmz jvst~{7bjݺ&uM4cnjL؟Rj|1]ۏtcni^ ghq!zkjXjכr{kZh!y4$Ѻ>q!yU'rb*'-w*'rZ,y z{Sʗ{٥